แฟชั่น

เรื่องความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น

Hey there! Thanks for dropping by Theme Preview! Take a look around
and grab the RSS feed to stay updated. See you around!

Posts Tagged ‘ศิลปะกับชีวิต’

สีกับการตกแต่งภายใน

สี ถือได้ว่าเป็นวัสดุชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญกับงานศิลปะมากเพราะถ้างานศิลปะไม่มีการแต่งแต้มระบายสีลงบนผลงาน ก็จะทำให้ผลงานศิลปะชิ้นนั้นดูจืดๆ และไม่มีชีวิตชีวานั่นเอง นอกจากสีจะเป็นวัสดุที่สำคัญในการวาดภาพแล้ว สียังสามารถนำมาตกแต่งภายในบ้านได้อีกด้วยเพื่อเป็นการให้บรรยากาศภายในห้องนั้นมีความสดใสและน่าอยู่นั่นเองครับ สำหรับวันนี้เรามีเทคนิดการเลือกสีและการทางสีภายในห้องมาฝากครับเผื่อว่าท่านอาจจะได้องค์ประกอบทางความรู้ด้านนี้ไปช่วยในการตกแต่งห้องพักของคุณได้

สำหรับสีที่ใช้ในการตกแต่งภายในห้องนั้น สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงก็คือ รูปร่างของห้องและลักษณะของห้องรวมทั้งบรรยากาศภายในด้วยว่าในห้องนั้นมีสิ่งไหนบ้าง และห้องที่จะตกแต่งนั้นเป็นห้องส่วนตัวหรือว่าห้องส่วนรวมเพื่อใช้รับแขกนั่นเอง อีกทั้งเราจะต้องคำนึงถึงสีหลักของบ้านเราด้วยว่าเป็นโทนสีแบบไหน สำหรับห้องพักหรือห้องนอนส่วนตัว ควรที่จะเลือกใช้สีที่เหมาะกับตัวเอง เพราะเราจะต้องอยู่ในห้องนี้ในยามที่เราต้องการพักผ่อน ฉะนั้นสีของห้องอาจช่วยในการผ่อนคลายในระหว่างพักผ่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนห้องนั่งเล่นหรือห้องพักผ่อน เป็นห้องที่ต้องใช้ร่วมกันหลายคนอีกทั้งยังต้องเป็นที่รับแขกด้วย ควรใช้สีพื้นๆเพราะหากใช้สีสดใสอาจทำให้เบื่อง่าย   แล้วค่อยหารูปภาพทิวทัศน์หรือสิ่งประดับอื่นที่สวยงามมาช่วยเพิ่มความสวยงามของห้องได้อีกทาง ส่วนห้องของลูกหรือห้องเด็ก ควรใช้สีที่อบอุ่น เพราะช่วยให้เด็กเบิกบาน สุดท้ายคือห้องน้ำ สีควรเป็นจำพวกวรรณะเย็น เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รู้สึกสดชื่นในระหว่างทำธุระส่วนตัว นี่เป็นการแนะนำสีเพียงบางส่วนเท่านั้นในการตกแต่งภายในของบ้านเรา แต่ถ้าคนไหนที่ชอบความแตกต่างละก็ สามารถที่จะเลือกสีในรูปแบบอื่นได้หรือตามใจชอบของตัวเราเองก็ได้นะครับ  (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก thaigoodview.com

ส่งเสริมศิลปะให้เด็กด้วยการปั้น   

ศิลปะกับเด็กนั้นเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังและหากิจกรรมทางด้านศิลปะให้เขาทำตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าศิลปะจะช่วยในการพัฒนาทางด้านสมองของพวกเขาให้มีการพัฒนาการทางด้านความคิดได้ไวกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งการที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ด้านศิลปะหรือมีใจรักในด้านศิลปะนั้นไม่ยากอย่างที่คิด ซึ่งวันนี้เรามีวิธีการส่งเสริมศิลปะของเด็กๆด้วยการปั้นมาฝากครับ

สำหรับการปั้นถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกรูปแบบหนึ่งที่มีการสร้างสรรค์ผลงานจากการปั้นมากมาย เราจะเห็นได้จากผลงานทางด้านประติมากรรมต่างๆที่เป็นรูปปั้นของศิลปินในสมัยก่อนที่ได้สร้างสรรค์ผลงานเอาไว้ ล้วนมาจากการปั้นเป็นรูปทรงต่างๆตามจินตนาการนั่นเอง ฉะนั้นการที่จะให้เด็กรักในศิลปะด้วยการปั้นนั้นเราจะต้องทำความเข้าใจกับเด็กก่อน เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่อยู่ในช่วงการเรียนรู้  เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการหาดินน้ำมันมาให้เขาได้ลองเล่นก่อน หัดปั้นรูปต่างๆให้เขาดู แล้วให้เขาลองปั้นตามแบบที่พาปั้น พอเขาเริ่มจะปั้นดินเป็นรูปทรงต่างๆได้แล้วเราลองกำหนดให้เขาได้ปั้นตามที่เรากำหนดให้เขา ซึ่งถ้าเขาปั้นได้ตามที่เรากำหนดก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วต่อไปค่อยให้เขาปั้นดินจากความคิดและจินตนาการของเขาเอง สำหรับวัสดุที่ใช้ในการปั้น เราอาจจะหาแป้งโด หรือ ดินน้ำมัน มาหัดให้เขาลองปั้นเล่นก่อน ช่วงแรกๆเราอาจจะต้องใช้เวลาให้มากหน่อยกับเขาเพราะว่าเขายังปั้นหรือขึ้นรูปไม่เป็น ซึ่งการปั้นดินหรือการปั้นแป้งนี้ยังถือเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย สำหรับพ่อแม่คนไหนที่อยากจะให้ลูกของคุณมีไอเดียสร้างสรรค์ลองหางานศิลปะการปั้นไปให้ลูกคุณลองดูได้นะครับ เผื่อว่าไม่แน่ลูกคุณอาจจะเป็นนักออกแบบและสร้างสรรค์รูปปั้นที่มีชื่อเสียงก็ได้ครับ  (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก  เว็บชมพู.com

งานศิลปะ decoupage

งานศิลปะ decoupage

งานศิลปะนั้นมีความหลากหลายในตัวของมันเองขึ้นอยู่กับว่าศิลปินนักออกแบบผลงานจะมีไอเดียแบบไหนในการออกแบบ ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมจะมีจินตนาการที่แตกต่างกัน ซึ่งวันนี้เรามีผลงานศิลปะหนึ่งรูปแบบมาฝากสำหรับคนที่อยากลองสร้างผลงานทางด้านศิลปะซักอัน งานศิลปะชิ้นนี้คือ decoupage เป็นงานศิลปะที่ทำมาจากกระดาษโดยการนำกระดาษชนิดต่างๆที่มีลวดลายสวยงามมาทำเป็นรูปร่างต่างๆออกมามีลักษณะที่สวยงามและนำไปใช้สอยได้หรือเป็นของฝากหรือของที่ระลึกได้

สำหรับ decoupage มีต้นกำเนิดและได้รับความนิยมมากในแถบประเทศยุโรป ซึ่งการเป็นการนำกระดาษต่างมาปะดิษฐ์เป็นสิ่งของใช้สอยเล็กๆน้อยๆที่มีรูปร่างสวยงาม โดยส่วนใหญ่แล้วกระดาษที่นำมาใช้ทำ decoupage  ก็คือกระดาษ napkin หรือที่บางคนเรียกว่ากระดาษเช็ดปาก กระดาษทิชชู ซึ่งกระดาษเหล่านี้เป็นกระดาษที่มีเนื้ออ่อนและตัดพับง่ายจึงนิยมนำมาใช้ในงานประดิษฐ์ decoupage ซึ่งมีลวดลายให้เลือกหลากหลายนั่นเองครับ สำหรับมือใหม่ที่อยากจะลองหยิบกระดาษมาลองทำดูว่ามันจะยากหรือง่ายขนาดไหนนั้น แน่นอนว่าไม่ยากครับแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยเพราะจะต้องเรียนรู้กับมันมากๆซึ่งระยะเวลาในการทำ decoupage  นั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดของผลงานครับ ถ้างานมีขนาดใหญ่ก็จะใช้เวลามากหน่อย โดยส่วนใหญ่แล้วคนจะนำมาใช้ในการทำกระเป๋าแฟชั่นที่มีลวดลายต่างสวยงามหรือจะเป็นตะกร้าเล็กเอาไว้ใส่ดินสอปากกานั่นเอง สำหรับการหัดลงมือทำนั้นเราจะต้องรู้ถึงรูปร่างและลักษณะเด่นของงานที่เราจะสร้างก่อน เช่นการทำกระเป๋ามีหูสะพาย เราก็จะต้องดูแบบของกระเป๋าก่อน ถ้าเราได้แบบที่ต้องการแล้วเราจึงนำมาประยุกต์กับ decoupage ที่เราต้องการ ถ้าเพื่อนคนไหนไหนชอบความท้าทาย สนุกกับการทาสี  รักการตัดหรือฉีกกระดาษ เพลิดเพลินกับการแปะกาว ลองหยิบกระดาษและกรรไกรมาลองทำดูเล่นๆกันได้นะครับ  (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก wordpress.com

จุลจิตรกรรมภาพเหมือน

                งานศิลปะที่มีความโดดเด่นและสวยงามที่ได้รับความนิยมของคนในสมัยก่อนก็คือภาพเหมือน  ซึ่งภาพเหมือนนี้เป็นเหมือนตัวแทนของตัวบุคคลที่สามารถบ่งบอกตัวตนได้เป็นอย่างดี  วันนี้เรามีงานศิลปะที่เป็นถาพเหมือนอีกแบบหนึ่งมาให้ทุกคนได้ดูกันกับงานศิลปะภาพเหมือนที่มีขนาดเล็กเหมาะกับการพกพา งานศิลปะชิ้นนี้เรียกว่า จุลจิตรกรรมภาพเหมือน ซึ่งงานศิลปะชิ้นนี้ก็เหมือนการวาดภาพเหมือนทั่วๆไป เพียงแต่ว่างานศิลปะชิ้นนี้เป็นการวาดภาพเหมือนที่มีขนาดเล็ก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นไม่มีกล้องที่จะถ่ายรูป จึงทำให้ภาพเหมือนได้รับความนิยม ซึ่งภาพเหมือนขนาดเล็กนี้เองที่เหมาะแก่การพกพาไปไหนก็ได้ ส่วนใหญ่ในสมัยก่อนทหารเวลาที่จะออกรบก็จะมีการนำรูปเหมือนของคนที่เรารักหรือคนที่นับถือติดตัวไปด้วย เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการต่อสู้ หรือแม้แต่คู่หนุ่มสาวที่รักกันใหม่ๆก็จะใช้ภาพเหมือนที่มีขนาดเล็กนี้ติดตัวเอาไว้เวลาที่คิดถึงคนรัก สำหรับงาน จุลจิตรกรรมภาพเหมือน คือการเขียนภาพที่มีขนาดเล็กด้วยสีน้ำทึบ ซึ่งศิลปะแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นศิลปะที่ผู้คนให้ความในใจในภาพเหมือนเหล่านี้มาก ในช่วงแรกๆที่มีการริเริ่มจุลจิตรกรรมภาพเหมือน จะเป็นการวาดภาพสีน้ำบนหนังลูกสัตว์  แต่ต่อมาได้มีการววาดลงบนกระเบื้องเคลือบซึ่งมีความสวยงามมากกว่าจึงทำให้นักวาดภาพหันมาวาดภาพเหมือนลงบนกระเบื้องเคลือบมาขึ้น  ต่อมาก็ได้หันมาวาดลงบนงาช้างซึ่งมีความสวยงามและไม่เหมือนใคร เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเริ่มมีการนำกล้องหรือการถ่ายภาพมาใช้ ซึ่งให้ผลที่เหมือนจริงมากกว่าการวาดรูปเหมือน จึงทำให้งานศิลปะวาดภาพเหมือนแบบจุลจิตรกรรมได้รับความนิยมน้องลงตามไปด้วยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นเองครับ  (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก wikipedia.org

โบสถ์งานศิลปะที่ประดับด้วยกระดูกมนุษย์

สถานที่ที่มีความสำคัญในการประกอบพิธีทางศาสนานั่นก็คือโบสถ์ ซึ่งวันนี้เรามีโบสถ์ที่ไม่ธรรมดาและไม่เหมือนใคร เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะหาดูได้ง่ายๆ  เพราะโบสถ์ที่นำมาให้ดูในวันนี้เป็นโบสถ์ที่มีขนาดเล็ก ที่ตั้งอยู่กลางสุสานในชานเมือง kutna Hora   ผู้ที่ได้เข้ามาชมโสถ์แห่งนี้เมื่อดูภายนอกก็เหมือนๆโบสถ์ทั่วไปเพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น แต่เมื่อได้เข้าไปชมภายในโบสถ์แห่งนี้ทุกคนที่ได้เข้าไปข้างในต่างตกตะลึงและหวาดกลัวกับสิ่งที่ประดับตกแต่งข้างในโบสถ์แห่งนี้ เพราะทุกอย่างในโบสถ์นี้ต่างก็มีการนำกระดูกของมนุษย์มาตกแต่งเป็นรูปร่างต่างๆหลายแบบ ซึ่งภายในโบสถ์มีการนำโครงกระดูกของมนุษย์ถึง 40,000 คน มาประดับตกแต่งข้างในโบสถ์แห่งนี้  หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าโครางกระดูกเหล่านี้เขานำมาจากไหนถึงมีจำนวนมากมายขนาดนี้ เรามาดูประวัติของโบสถ์แห่งนี้กันครับ

สำหรับความเป็นมาของโบสถ์แห่งนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1278 ที่หมู่บ่าน Sedlec ได้มีนักแสวงบุญได้เดินทางมาแสวงบุญดินแดนที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คือเมืองเยรูซาเล็ม และได้มีการนำดินมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นดินแดนตึงกางเขนของพระเยซูมาหว่านในสุสานภายในหมู่บ้านแห่งนี้ จึงทำให้เชื่อกันว่าจะได้อยู่ใกล้กับพระเจ้าเมื่อตายไปแล้ว จึงได้มีการนำศพของคนที่ตายไปแล้วมาฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ตามความเชื่อว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ ต่อมาได้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นกลางสุสานที่มีขนาดเล็กๆที่มีการสร้างห้องเล็กๆไว้เก็บกระดูก ต่อมาเมื่อกรดูกมีจำนวนมากจึงได้มีการนำมาทำเป็นรูปร่างต่างๆเพื่อเป็นการประดับตกแต่งภายในโบสถ์แห่งนี้ให้มีชีวิตชีวาขึ้น  สิ่งที่น่าตื่นเต้นและโดดเด่นในโบสถ์นี้ก็คือ โคมไฟระย้าขนาดใหญ่ที่ห้อยอยู่กลางโบสถ์ โคมไฟประกอบด้วยกระดูกทุกชิ้นที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ซึ่งในวันนี้ถือกันว่าเป็นงานศิลปะชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่ง  ซึ่งจะมีศิลปินซักกี่คนที่คิดนำเอากระดูกมาเป็ฯแนวคิดในการออกแบบศิลปะนอกเสียจากเขาคนนี้ Frantisk Rint  ศิลปินที่มีแนวความคิดด้านศิลปะที่แปลกประหลาดและไม่เหมือนใคร สำหรับคนที่ชอบแนวตื่นเต้นสามารถเดินทางไปดูผลงานศิลปะชิ้นนี้ได้นะครับที่เมือง kutna Hora   (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก matichom.co.th

รางวัลเป็นดาบสองคมของงานศิลปะ          

การสร้างสรรค์ออกแบบผลงานศิลปะนั้นเรียกได้ว่าเป็นการได้แสดงออกถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่เหล่าศิลปินนักออกแบบหลายๆคนตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองออกมาผ่านผลงานศิลปะ ซึ่งหลายครั้งที่มีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะที่มีการมอบรางวัลสำหรับผลงานที่สวยงามเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับนักออกแบบผลงานศิลปะ แต่ในทางกลับกันรางวัลที่ได้จากการประกวดผลงานศิลปะ ซึ่งรางวัลเหล่านี้จะทำให้คนเห็นแก่ตัว คิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น และถ้าเป็นคนที่หลงตัวเองมากๆก็จะคุยโอ้อวดคนอื่นและหยุดการพัฒนางานศิลปะไม่มีไอเดียใหม่ ซึ่งจะส่งผลเสียกับตัวเองในภายหลัง และสำหรับคนที่แพ้การประกวดหรือไม่ได้รับรางวัลก็จะทำให้รู้สึกท้อแท้ และไม่อยากจะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป เพราะคิดว่าผลงานที่เราทำอยู่นั้นไม่ดีพอที่จะได้รับรางวัลและเกิดปมด้วย ยิ่งถ้าคนที่หดหู่ใจอย่างแรงก็จะถึงขั้นทำร้ายตัวเองเลยทีเดียว จึงกล่าวได้ว่ารางวัลนั้นมีสำคัญกับศิลปินนักออกแบบผลงานเลยทีเดียว ซึ่งศิลปินนักสร้างสรรค์ผลงานจะต้องแยกแยะให้ออกและไม่ควรที่จะคาดหวังรางวัลจากการประกวดมากจนเกินไปควรที่จะใช้สติให้มากในการสร้างสรรค์ผลงานและคิดว่าเราเพียงแต่อยากจะฝึกฝนฝีมือของตัวเองเท่านั้น ถ้าส่งไปประกวดแล้วได้รางวัลก็ดีไป ซึ่งศิลปะกับเด็กๆนั้นมีความอ่อนไหวมาก ถ้าเราแนะนำเด็กไม่ถูกวิธีก็จะทำให้เด็กหลงละเลิงในรางวัลและจะคิดว่าตัวเองเก่งคุยทับถมเพื่อนๆ ทำให้เพื่อนเกิดความไม่พอใจและไม่มีคนคบด้วย ผู้ใหญ่ควรที่จะแนะนำและให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เด็ก แต่สิ่งที่เราเห็นกันอยู่ในสังคมทุกวันนี้คือผู้ใหญ่เข้าไปครอบงำความคิดเด็กๆมาจนเกินไปโดยการจำกัดความคิดและจินตนาการของเด็กๆในการสร้างสรรค์ผลงาน ดังจะเห็นได้จากแต่ละโรงเรียนได้รางวัลมากมายทั้งๆที่ไม่ใช่ผลงานของเด็กๆ แต่เป็นผลงานของครูสอนศิลปะที่ออกแบบผลงานมาและให้เด็กนักเรียนเป็นเพียงแค่ตัวแทนผลงานเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เด็กไม่กล้าตัดสินใจและไม่กล้าสร้างผลงานของตัวเอง ฉะนั้นเราอย่าให้สิ่งเหล่านี้มาปกปิดความคิดที่ไร้จินตนาการของเด็กๆในการสร้างผลงานศิลปะนะครับ  (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก thaiartstudio.com

ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสมผสาน 

ในอดีตการเรียนต่อสู้นั้นไม่ค่อยมีคนอยากจะสอนเท่าไร เพราะมีค่าครูที่สูงและกลัววิชาที่สอนไปแก่ลูกศิษย์นั้นจะนำกลับมาทำร้ายผู้ที่เป็นอาจารย์  คนในสมัยก่อนจึงหวงวิชาการต่อสู้มาก ซึ่งการต่อสู้หรือการป้องกันตัวถือว่าเป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของศิลปะการต่อสู้ ซึ่งการต่อสู้นั้นจะต้องมีกระบวนท่า และลีลาในการต่อสู้และท่าท่าเด็ดหรือที่เราเรียกว่าไม้ตายนั่นเอง ซึ่งการต่อสู้นั้นสามารถที่จะฝึกและเรียนกันได้ เพราะมีการเปิดสอนเป็นโรงเรียนสอนการต่อสู้มากมาย สำหรับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสมผสาน คือ การต่อสู้ที่รวมเอาศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น มวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แชมโบ้ มารวมเข้าด้วยกัน หรือที่เราเรียกว่าการต่อสู้ประยุกต์ ซึ่งศิลปะแบบนี้มีทั้งการเตะและการต่อยรวมทั้งการท่าทางต่างๆอีกมากมาย นอกจากมีท่าการต่อสู้ที่โหดร้ายแล้วยังมีการป้องกันตัวของแต่ละท่าด้วย ในช่วงยุคแรกๆ กติกาของศิลปะการต่อสู้ยังไม่มีการกำหนดอย่างเป็นทางการ แต่ว่าภายหลังได้มีการต่อสู้ที่โหดร้ายเกินไป จึงได้มีการคิดค้นกติกาและกฏระเบียบในการต่อสู้ออกมานั่นเองครับ ต่อมาในยุคปัจจุบันศิลปะการต่อสู้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีการบรรจุเป็นรกีฬาอยู่หลายประเภท จึงทำให้คนหันมาสนใจในการต่อสู้และเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย เมื่อมีการนำศิลปะการต่อสู้เหล่านี้เข้ามาเป็นการแข่งขันทางด้านเกมส์กีฬาจึงได้มีการแบ่งเป็นรุ่นต่างๆ และมีการจำกัดน้ำหนักในแต่ละรุ่นด้วย ซึ่งการแข่งขันต่างๆจะมีจะมีกติการคล้ายๆกัน สำหรับคนไหนที่สนใจอยากจะเรียนศิลปะด้านการต่อสู้แบบผสมผสานนี้สามารถที่จะนำไปฝึกซ้อมได้ครับ โดยศิลปะการต่อสู้ผสมผสานนี้มีทั้ง มวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แชมโบ้ แล้วแต่คนที่ถนัดและชอบของแต่ละคนกันนะครับ  (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก wikipedia.org

ศิลปะกับที่อยู่อาศัย

ศิลปะเป็นคำที่มีความหมายทั้งกว้างและจำเพาะเจาะจง ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ทัศนะของแต่ละคนแต่ละสมัยที่จะกำหนดแนวความคิดของศิลปะให้แตกกต่างกันออกไป หรือแล้วแต่ว่าจะมีใครนำคำว่า ศิลปะ นี้ไปใช้ในแวดวงที่กว้างหรือจำกัดอย่างไร  ในสมัยโบราณ นักปราชญ์ได้ให้ความหมายของศิลปะ ไว้ว่า ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ   เพราะฉะนั้น   ต้นไม้ ภูเขา ทะเล น้ำตก  ความงดงามต่างๆ ตามธรรมชาติจึงไม่เป็นศิลปะ

ศิลปะกับที่อยู่อาศัยจึงมีความสอดคล้องกันเพราะมนุษย์เหมือนสัตว์ทั่วไปที่ต้องการสถานที่ปกป้อง คุ้มครองจากสิ่งแวดล้อมรอบกาย ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่แห่งใด สถานที่อย่างไร ที่อยู่อาศัยจะสร้างขึ้น เพื่อป้องกันภัยอันตรายจากสิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะบ้านในปัจจุบัน จะมีรูปแบบที่เรียบง่ายใกล้ชิดธรรมชาติและคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก และเน้นในเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ เพิ่มมากการจัดตกแต่งภายในบ้านคือการนำหลักการทางศิลปะมาผสมผสานเข้ากับการตกแต่ง เพื่อให้การดำรงชีวิตภายในบ้านสะดวกทั้งกายและใจ และแสดงออกถึงความงดงาม และมีรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของบ้าน องค์ประกอบทางศิลปะจึงถูกนำมาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบทางศิลปะที่นำมาใช้ในการจัดแต่งที่อยู่อาศัย ในการใช้สีตกแต่งภายใน ควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของห้องหรือสถานที่ตกแต่ง เพื่อจะได้ใช้สีได้อย่างเหมาะสม ห้องรับแขก ห้องรับแขกเป็นห้องที่ใช้ในการสนทนา ควรใช้สีอบอุ่น เช่น สีครีม เพราะสีนุ่มนวลจะทำให้เกิดความสบายใจ ห้องครัวห้อง ควรใช้สีที่ดูสะอาดตา และรักษาความสะอาด ห้องนอน ห้องนอนเป็นห้องที่พักผ่อน ควรใช้สีที่สบายตา ห้องน้ำ ห้องน้ำเป็นห้องที่ใช้ทำกิจกรรมส่วนตัว และต้องการความสบาย จึงควรใช้สีที่สบายตาเป็นธรรมชาติ และสดชื่น ศิลปะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดตกแต่งที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ศิลปะยังช่วยให้สมาชิกในครอบครัวอยู่อย่างมีความสุข หากต้องการความสุขในครอบครัว ปัจจัยหนึ่งที่ควรคำนึงถึงสิ่งนั้น  คือ ศิลปะ นั่นเองครับ เพื่อนคนไหนสนใจอยากนำเทคนิคศิลปะนี้ไปปรับใช้ในบ้านก็ได้นะครับ   (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก bloggang.com

ศิลปะกับการจัดสวน

สำหรับการนำศิลปะไปใช้ในชีวิตประจำวันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าเราอยู่แบบมีศิลปะก็จะทำให้ชีวิตเรามีความสุข ทำอะไรก็จะง่ายขึ้น วันนี้เรามีศิลปะกับการออกแบบจัดสวนมาฝากครับ สำหรับการออกแบบจัดสวน คือการจะทำให้สวนมีความสวยงาม จะต้องมีความรู้พื้นฐานค่อนข้างจะสูงมาก ซึ่งจะต้องนำองค์ประกอบของศิลป์ เป็นศิลปะที่เกิดจาก การผสมผสานของจิตใจ สอดคล้องกับวิถีชีวิต และเพื่ออำนวยประโยชน์สูง ทางด้าน ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ องค์ประกอบของศิลป์ ที่สำคัญได้แก่ สี ต้องมีความเข้าใจเรื่องของสี เรื่องของเส้น เรื่องของพื้นผิว เรื่องของรูปทรง เรื่องของรูปร่าง เรื่องของช่องว่าง และก็ลวดลาย ซึ่งถือว่าเป็น องค์ประกอบของศิลปะ ผู้ออกแบบจะต้องทำ ความเข้าใจ

สำหรับ การจัดสวน คือกิจกรรมที่เป็นศาสตร์ศิลป์และงานฝีมือที่เกี่ยวกับการปลูกและดูแลพืชรวมถึงสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างบรรยากาศที่สวยงาม โดยทั่วไปแล้วจะเป็นกิจกรรมในบริเวณที่อยู่อาศัย ในบริเวณที่เรียกว่าสวน การจัดสวนอาจทำนอกบริเวณที่อยู่อาศัยก็ได้เช่น สวนสาธารณะ สวนพฤกษาศาสตร์ บริเวณสถานที่ท่องเที่ยว บริเวณโรงแรมห้างร้าบริษัทและหน่วยงานต่างๆ โดยทั่วไปจะทำกลางแจ้งและทำบนดินแต่ก็อาจทำในร่มได้เช่น การจัดสวนในเรือนกระจก หรืออาจทำในน้ำได้การปลูกเลี้ยงสระบัว หรือแม้แต่การทำสวนพืชรากอากาศ อาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น สวนดอกไม้ สวนหิน สวนที่มีลักษณะที่สมดุลเช่นการจัดสวนแบบยุโรป หรือ ลักษณะการผสมผสานความไม่สมดุลเช่นการจัดสวนแบบญี่ปุ่น เป็นต้น

นอกเหนือจากการตกแต่งบ้านให้สวยงามแล้ว การจัดสวนก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้บ้านน่าอยู่น่าอาศัย เพราะการที่เรามีสวนที่สวยงามจะทำให้เรารุ้สึกว่าบ้านของเรานั้นหน้าอยู่

ประโยชน์และความสำคัญในการจัดสวน

-   เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดขึ้น

-   เพื่อพัฒนาความคิดของผู้จัดสวนอยู่เสมอ

-   เพื่อความสวยงามในที่นั้นๆ

เราอาจจะกล่าวได้ว่า ศิลปะไม่ใช่เป็นการวาดภาพลงบนกระดาษเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถทีนำมาใช้ได้จริงกับชีวิตประจำวันของคนเราได้นั่นเอง   (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก wikipedia.org

ศิลปะกับการเต้นรำ

วิธีการแสดงออกเพื่อความสนุกสนานที่สำคัญอย่างหนึ่งและมักจะปฏิบัติอยู่เสมอโดยทั่วไปนั้นคือ การแสดงออกด้วยการเต้นรำหรือร้องรำทำเพลงนั้นเอง การแสดงออกด้วยการร้องรำทำเพลงหรือเต้นรำเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงอาจจะเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เป็นไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริงอย่างแท้จริง การแสดงออกด้วยการร้องรำทำเพลงด้วยความสนุกสนานนี้แต่ละชนชาติแต่ละเผ่าจะมีวิธีการแสดงออกที่เป็นลักษณะเฉพาะ ของตนเอง ทั้งนี้อาจจะมาจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อม  ชีวิตการเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม ตลอดจนความเชื่อโชคลางต่างๆ  และอาจจะเป็นจากสาเหตุนี้เองที่ทำให้การร้องรำทำเพลงของแต่ละชนชาติซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณนั้นกลายมาเป็นศิลปะประจำชาติของแต่ละชาติไปดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้  ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าศิลปะการแสดงที่มีคู่กับมนุษย์เราตั้งแต่ยุคสมัยก่อนก็คือการเต้นรำนั่นเองครับ ซึ่งในอดีตหลังจากที่มีการทำสงครามสงบลงก็จะมีการเลี้ยงฉลองและจับคู่เต้นรำกัน สำหรับการเต้นรำ คือการเคลื่อนไหวร่างกายและการขยับตัวไปตามจังหวะเพลง ซึ่งการเต้นรำนั้นมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น การเต้นรำหมู่ การเต้นแจ๊ซ บัลเลต์  ซึ่งแบบของทางยุโรป หรือการเต้นแบบไทยเช่นการรำวง การรำฟ้อน การเต้นรำแสดงถึงการมีความแข็งแกร่งและความอ่อนแอในจังหวะที่เป็นไปตามเพลง แสดงถึงความโรแมนติค นั่นเอง ซึ่งคู่หนุ่มสาวที่จีบกันหลายๆคู่ก็ใช้การเต้นรำเป็นเหมือนสื่อรักในการแสดงออกให้คนที่แอบรักได้รับรู้และชวนมาเต้นรำ การเต้นรำเป็นการเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่แสดงออกทางสังคม และจิตวิญญาณ และเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นศาสตร์คือมีกฎที่ควบคุมแน่นอน ตายตัว เป็นศิลป์คือเราแสดงตัวตนที่แท้จริง การแสดงถึงจินตนาการ การเต้นรำอาจทำเป็นกลุ่ม อย่างน้อย 2-3 คน การเต้นรำเป็นศิลปะในการสร้างท่าเต้นรำ คนที่เต้นรำเรียกว่านักเต้น และจะมีครูผู้สอนการเต้นเป็นผู้ควบคุมดูแลในเรื่องของท่วงท่าให้เข้ากับจังหวะเพลงนั่นเอง นอกจากการเต้นรำจะเป็นสื่อในการบอกรักที่ดีแล้วการเต้นรำยังเป็นการนำไปใช้ในการเข้าสังคมได้ดีอีกด้วย เช่นในงานเลี้ยง หรืองานปาร์ตี้ ต่างๆ (ศิลปะกับชีวิต)

ขอบคุณข้อมูลที่ดีจาก wikipedia.org